กิ๊กหนุ่มหึงโหด ฆ่ารัดคอมัดขันชะเนาะ เมียฝรั่งตายสยอง

Published Post author

กิ๊กหนุ่มหึงโหด ฆ่ารัดคอมัดขันชะเนาะ เมียฝรั่งตายสยอง

กิ๊กหนุ่มหึงโหด ฆ่ารัดคอมัดขันชะเนาะ เมียฝรั่งตายสยอง

ลูกสาวแทบช็อก เปิดประตูเรียกแม่เจอเป็นศพ ถูกฆ่ารัดคอมัดแบบขันชะเนาะ คาดฝีมือกิ๊กหนุ่มที่เลี้ยงเอาไว้ ตอนสามีฝรั่งบินไปต่างประเทศ

(13 ก.ค.) ร.ต.อ.ธนวัฒน์ ทองวิไล รองสารวัตรสอบสวน สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกฆ่ารัดคอที่บ้านหลังหนึ่ง จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ชวิศ ศรีจันทร์ รอง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.นวาระ จันนาวัน ผกก.สภ.เพ็ญ พ.ต.ท.กานต์ ตั้งวิจิตร รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.สนั่นชัย มอไธสงค์ รอง ผกก.สอบสวน พ.ต.ท.พรชัย ขุนศรี สว.สส.สภ.เพ็ญ แพทย์เวร รพ.เพ็ญ นำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูน 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิด ภายในบ้านพบศพ นางสุณี อายุ 37 ปี เจ้าของบ้าน สวมชุดนอนกระโปรงสีน้ำตาล นอนคว่ำหน้าอยู่ในห้องน้ำภายในห้องนอนชั้นล่าง จากการชันสูตรพบถูกรัดคอด้วยเชือกสีแดงแบบขันชะเนาะกับท่อนไม้ด้านหลัง คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 1 ชั่วโมง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ภายในห้องนอนถูกรื้อค้น ข้าวของกระจุยกระจาย ตรวจสอบทรัพย์สินพบโทรศัพท์มือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เงินสดไม่ทราบจำนวน รถยนต์เก๋งมาสด้า 2 สีขาว ทะเบียน กบ 1800 อุดรธานี หายไป ส่วนผู้ต้องสงสัยคาดว่าน่าจะเป็น นายทองใส ปุราชาโต อายุ 36 ปี ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นกิ๊กหนุ่มกับผู้เสียชีวิต หลังเกิดเหตุได้ขับรถเก๋งของผู้เสียชีวิต ออกจากบ้านไปประมาณ 30 นาที ก่อนจะมาพบศพ

จากการสอบถามแม่ของผู้เสียชีวิต ให้การว่า ลูกสาวมีสามีเป็นนักธุรกิจรีสอร์ท ชาวอังกฤษ มีกิจการอยู่หลายประเทศทวีปยุโรป แต่งงานกันได้ 10 ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน คนโตเป็นผู้หญิงอายุ 11 ขวบ ส่วนคนเล็กเป็นผู้ชายอายุ 8 ขวบ สามีฝรั่งจะเดินทางไปทำงานที่อังกฤษแบบไปกลับ บางครั้ง 3 เดือน บางครั้งนานเป็นปี

ต่อมาเมื่อ 3 ปีก่อน ได้มี นายทองใส ซึ่งเป็นคนไม่มีงานทำเพิ่งถูกไล่ออกจากโรงงานผลิตกล่องพัสดุ เสพยาบ้า มาติดพันกับลูกสาว ซึ่งลูกสาวก็คบหาด้วย กระทั่งได้พา นายทองใส มาอาศัยอยู่ที่บ้านด้วยนานประมาณ 1 ปี ถ้าสามีฝรั่งกลับมา นายทองใส ก็จะไปอยู่ที่อื่น เมื่อสามีฝรั่งกลับไปทำงาน นายทองใส ก็จะกลับมาอยู่ด้วย

ขณะที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ผู้เสียชีวิตกับนายทองใสมักจะทะเลาะกันเป็นประจำ สาเหตุมาจาก นายทองใส หึงหวงเกรงว่าจะไปคบหากับชายคนใหม่ ลูกสาวเคยมาบอกว่า เคยถูก นายทองใส เอาเชือกรัดคอและขู่ฆ่าเป็นประจำ แต่ไม่นานทั้ง 2 ก็จะคืนดีกัน

ช่วงก่อนเกิดเหตุ เมื่อคืนนี้ผู้เสียชีวิตได้พาเพื่อนมาดื่มเหล้า ทำให้ นายทองใส ไม่พอใจ หลังเพื่อนกลับไป ตนได้ยินเสียงทั้งสองทะเลาะมีปากเสียงกัน แต่ไม่นานเสียงทะเลาะโต้เถียงก็เงียบหาย พอตื่นเช้าลูกสาวของผู้เสียชีวิตได้ไปเคาะประตูห้องนอนเรียกหาแม่ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงเข้าไปในห้องก็พบเป็นศพถูกฆ่ารัดคอเสียชีวิตแล้ว ส่วน นายทองใส ได้หายตัวไปพร้อมรถเก๋ง

ทางด้าน พ.ต.อ.ชวิศ ศรีจันทร์ รอง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นฆาตกรคือ นายทองใส กิ๊กหนุ่มที่มาอยู่อาศัยด้วย ซึ่งไม่มีงานทำและชอบเสพยาบ้า โดยทั้งคู่มักจะมีปากเสียงทะเลาะอยู่เป็นประจำ เพราะความหึงหวง ซึ่งตำรวจได้ออกติดตามตามไล่ล่า นายทองใส คาดว่าจะได้ตัวในเร็วๆ นี้

July 13, 2016

ลำปางรวบหนุ่มใช้แก๊สตัดตู้ATMเตรียมฉก4ล.

Published Post author

ลำปางรวบหนุ่มใช้แก๊สตัดตู้ATMเตรียมฉก4ล.

ลำปางรวบหนุ่มใช้แก๊สตัดตู้ATMเตรียมฉก4ล.

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ตำรวจลำปางรวบแล้ว หนุ่มอุตรดิตถ์วัย 37 ปี ตกงานมาจากร้านขายกล่องพัสดุ ใช้แก๊สตัดตู้ ATM เตรียมฉกเงิน 4 ล้าน

พ.ต.อ.กฤษดา พันธ์เกษม ผกก.สส.ภ.จว.ลำปาง และ พ.ต.อ.ศุภกร ศรีพฤกษ์ ผกก.สภ.ทุ่งฝาย พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหามาทำแผนประกอบคำรับสารภาพทราบชื่อคือ นายสุทธิพงษ์ อายุ 37 ปี ชาว จ.อุตรดิตถ์ หลังได้ก่อเหตุงัดร้านซ่อมแอร์ ขโมยถังแก๊สเชื่อมเหล็ก แล้วไปก่อเหตุงัดตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย หน้าบริษัทนิ่มซี่เส็งสาขาประตูม้า เมื่อกลางดึกของวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้เงินสดไป ส่วนเงินสดในตู้ตู้เอทีเอ็ม ที่มีอยู่จำนวนกว่า 4 ล้านบาท ก็ไม่ได้หายไปแต่อย่างใด หลังก่อเหตุแล้ว นำรถเก๋งที่ใช่ก่อเหตุได้นำไปขายให้กับเต็นท์รถแถวตลาดบ้านต้นยาง ต.พิชัย อ.เมือง ในราคา 25,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามยึดไว้เป็นของกลางพร้อมทั้งนำตัวทำแผนในครั้งนี้ ด้านผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ

July 2, 2016

สาวช็อค! พบแฟนหนุ่มเป็นศพดับปริศนาคาหูฟัง

Published Post author

Screenshot_4

พบศพชายอายุ24ปีนอนเสียชีวิตพร้อมเสียบหูฟังคาไว้หน้าคอมพิวเตอร์ภายในหอพักที่สมุทรปราการ ตร.สาเหตุมาจากไฟรั่ว

วันนี้(20 มิ.ย.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตำรวจสภ.บางเสาธง และเจ้าหน้าที่กู้ภัย เข้าตรวจสอบสภาพศพนายรุ่งโรจน์  โสหา อายุ 24 ปีเสียชีวิตภายในห้องพักเลขที่ 180/452 ตึก 6 ชั้น 5 ริมถนนเทพารักษ์ กม.20 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ สภาพศพนอนหงายท้องมีชุดหูฟังคอมพิวเตอร์เสียบคาเครื่องคอมอยู่ ไม่พบร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายคาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน  โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเมื่อเวลา 16.00 น. วานนี้(19 มิ.ย.)

ทั้งนี้ สอบถามแฟนสาวผู้ตายให้การว่าก่อนเกิดเหตุแฟนอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง ส่วนตนเองพักอยู่กับเพื่อนอีกที่หนึ่ง เนื่องจากทำงานคนละโรงงาน โดยตนทำงานที่โรงงานผลิตและขายกล่องไปรษณีย์ โดยติดต่อกันครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาผ่านแชทข้อความของเฟซบุ๊ก จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อแฟนได้อีกเลยกระทั่งวานนี้(19มิ.ย.) รู้สึกเอะใจจึงเดินทางไปหาแต่พบว่ากุญแจห้องถูกล็อกจากด้านใน  และเมื่อไขกุญแจสำรองเข้าไปพบว่าติดโซ่คล้องจากด้านในและมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วห้องจึงรีบแจ้งรปภ.ให้ช่วยปีนห้องจากด้านหลังเพื่อเข้าไปดูจนพบว่าแฟนเสียชีวิตแล้ว ส่วนสาเหตุไม่ทราบว่าเกิดจากอะไรเนื่องจากแฟนหนุ่มไม่มีโรคประจำตัวและยังเป็นคนสุขภาพแข็งแรง

ด้านเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากกระแสไฟฟ้ารั่วจากคอมพิวเตอร์เพราะเสียบหู้ฟังคาอยู่ แต่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุของการเสียชีวิตที่แน่ชัดต้องส่งร่างผู้ตายไปชันสูตรหาสาเหตุที่แน่ชัดยังสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจต่อไป

June 20, 2016

สาวถูกหลอกโอนเงินซื้อไอโฟนแต่ได้กางเกงใน

Published Post author

สาวปทุมฯ ถูกหลอกโอนเงินซื้อไอโฟนทางกล่องไปรษณีย์ราคาถูก แต่กลับได้เสื้อและกางเกงใน เตรียมนำหลักฐานแจ้งความเอาผิด

นางรุ่งนภา จำปาศรี อายุ 40 ปี ชาวจ.ปทุมธานี ได้ร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวว่า ลูกสาวของตนถูกหลอกให้โอนเงินซื้อโทรศัพท์มือถือไอโฟนแต่กลับได้เสื้อผ้าและกางเกงในบ๊อกเซอร์ที่ใช้แล้วส่งมาให้แทน

 

สาวถูกหลอกโอนเงินซื้อไอโฟน

สาวถูกหลอกโอนเงินซื้อไอโฟน

 

จากการสอบถาม นางรุ่งนภา มารดาเด็กผู้เสียหายกล่าวว่า ลูกสาวของตน ชื่อ น.ส.กมลวรรณ ซาวแดง อายุ 19 ปี อยากได้โทรศัพท์ไอโฟนและได้หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต พบเว็บเพจในเฟซบุ๊ก ชื่อ ขายโทรศัพท์มือถือ 4/5s/สด-ผ่อน จึงให้ความสนใจ และได้ติดต่อเจ้าของเพจ ชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชภัณฑ์ เบอร์โทร 092-471-1503 โดยสั่งซื้อโทรศัพท์ไอโฟน 4S ในราคา 3,000 บาท และได้ชักชวน น.ส.กัลยา คล้ายบัวผัน อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท ให้ซื้อด้วย เป็นจำนวน 2 เครื่อง และได้โอนเงินผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 829-236539-5 เป็นจำนวน 6,000 บาท เมื่อวันที่ 20 ก.ย.

จากนั้นได้รับกล่องพัสดุจากไปรษณีย์ เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 ก.ย. โดยหน้ากล่องระบุ นายพงศักดิ์ ธานีพงสินธ์ เป็นผู้ส่ง จาก 238/15 ถ.นิติโย อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อได้กล่องพัสดุมาจึงได้รีบเปิดดูพบว่าของในกล่องไปรษณีย์ไม่ใช้โทรศัพท์ไอโฟนที่ตนและเพื่อนสั่งซื้อ แต่เป็นเสื้อและกางเกงสายสก็อตสีขาวคล้ายชุดนอนของผู้ชาย พร้อมกับกางเกงในบ๊อกเซอร์ผู้ชายสีเหลืองที่ใช้แล้วมาด้วยอีก 1 ตัว เมื่อเห็นดังนั้นจึงได้รีบโทรกลับไปที่ นายพงศักดิ์ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้แล้ว เมื่อพยายามไปติดต่อหน้าเพจก็ไม่สามารถเข้าได้เหมือนเดิม จึงทราบว่าถูกหลอก

ทั้งนี้ ตนจะพาลูกสาวไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานและเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกลับผู้ที่หลอกซื้อสินค้ารายนี้ต่อไป

June 10, 2016

แนะเอกชนเร่งปรับตัวสู้โลก ชี้ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงรอบใหม่

Published Post author

“สมพล” แจงเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่รวดเร็ว รุนแรง เชื่อมโยงถึงกัน แนะเร่งเพิ่มมูลค่าการค้า-เศรษฐกิจสู้ รุกท่องเที่ยว ขณะที่ “กานต์” เอกชนต้องปรับตัวเปลี่ยนตัวเองไปตามแนวทางของโลก สร้างแบรนด์ไฮเทคให้ต่างประเทศเชื่อมั่นสินค้าไทย

นายสมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ และประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยระหว่างการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความท้าทายของการค้าไทยทศวรรษหน้า” ในโอกาสกระทรวงพาณิชย์ครบรอบ 93 ปี ว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีมาโดยตลอด โดยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวจาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 10 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นจีดีพีภาคเกษตร 11.5% จีดีพีภาคอุตสาหกรรม 31.5% และจีดีพีภาคบริการ 51% ถือเป็นการพัฒนาที่ถูกทาง เพราะมีจีดีพีด้านบริการมากขึ้น แต่รายได้ต่อหัวยังต่ำมาก และยังไม่กระจายตัว ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มจาก 2,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปีเป็นกว่า 5,000 เหรียญฯต่อคนต่อปี แต่ยังห่างไกลจากประเทศที่มีรายได้สูงที่ 12,000 เหรียญฯต่อคนต่อปี

ขณะเดียวกัน ด้านการค้าต่างประเทศ ถือว่าพัฒนามาถูกทางเช่นกัน เพราะมีการกระจายตัวของตลาดและสินค้าอย่างกว้างขวาง โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการส่งออกของไทยไปตลาดเดิม และตลาดใหม่ อยู่ที่ 60 ต่อ 40 แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนเปลี่ยนเป็น 50 ต่อ 50 และปัจจุบันอยู่ที่ 30 ต่อ 70 ซึ่งแสดงว่าไทยลดการพึ่งพาตลาดเดิม และหันมาส่งออกไปตลาดใหม่มากขึ้น แต่แม้ว่าไทยจะมีการส่งออกขยายตัวมากขึ้น แต่สัดส่วนการค้าของไทยมีเพียงแค่ 1.25% ของโลกเท่านั้น จึงยังมีช่องทางที่จะขยายตัวได้อีกมาก

ชี้เศรษฐกิจไทย “ตกท้องช้าง”

“ตอนนี้ พูดกันมากถึงกราฟในรูปแบบ สไมล์ เคิร์ฟ (กราฟเป็นรูปยิ้ม) แต่ไทยอยู่ตรงข้างล่าง ซึ่งเป็นท้องช้าง ตรงที่เป็นผู้ผลิตและประกอบ เหมือนกับเรากินน้ำใต้ศอกเขา เพราะเราไม่ได้พูดถึงการวิจัยและพัฒนาการใช้นวัตกรรมในการผลิตสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม (อินโนเวชั่น) การออกแบบ (ดีไซน์) และการทำตราสินค้าของตนเอง (แบรนดิ้ง) ดังนั้น ต้องมาคิดแล้วว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้กราฟของไทยขึ้นไปให้ได้ เรามีจุดอ่อนอย่างไรที่เราไปไม่ถึง อย่างเมื่อ 20 ปีที่แล้วการส่งออกสินค้าของไทยเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้น แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือผลิตสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม อย่างอุตสาหกรรมไก่เห็นได้ชัด จากเมื่อก่อนส่งออกไก่สดแช่แข็ง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นไก่แปรรูปมากขึ้น ทำให้ได้เงินเข้าประเทศมากขึ้น”

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของประเทศในขณะนี้คือ ต้องทำอย่างไรจึงจะก้าวให้ทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก จึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างแวลู ครีเอชั่น อีโคโนมี (เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ) เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากกราฟท้องช้าง เพราะไทยยังมีจุดอ่อนอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะของภาครัฐ ระดับการศึกษา ความพร้อมด้านเทคโนโลยี กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย และการบริหารงานต่างๆ ของภาครัฐ ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ

นายสมพลกล่าวต่อว่า ความท้าทายในด้านการค้าของไทยในอนาคตมีหลายประเด็นที่ไทยต้องเตรียมให้พร้อม โดยขณะนี้ชาวโลกมองว่าปัญหาของมวลมนุษย์ชาติ มาจากความเสี่ยงด้านต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัญหาโลกร้อน ซึ่งไทยต้องผลิตสินค้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะโลกให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก อีกทั้งยังมีเรื่องเทคโนโลยีที่ทุกวันนี้ไปไกลมาก และทุกคนล้วนแต่พึ่งเทคโนโลยี ถ้าวันใดที่เทคโนโลยีล่ม โลกจะวุ่นวายมาก ดังนั้น จึงต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่า ถ้าล่มแล้วจะเป็นอย่างไร หาทางแก้ไขไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลกระทบที่แรงมาก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตร, ราคากล่องพัสดุสำหรับการขนส่งสินค้า และพลังงาน การกระจายรายได้ ความล้มเหลวของระบบการเงิน กฎระเบียบต่างๆ ที่จะออกมากีดกันการค้ากันมากขึ้น  รวมถึงเรื่องของคุณภาพสินค้าด้วย เพราะในศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งคุณภาพ ใครเริ่มช้าตายแน่นอน ใครหลุดจากคุณภาพ คนนั้นจะตกโลกทันที

เตรียมรับมือผลกระทบข้ามโลก

“โลกข้างหน้า อยากให้ความสนใจกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องรุนแรง รวดเร็ว เชื่อมโยง และคาดไม่ถึง อย่างเมื่อวานนี้ เกิดเหตุจลาจลที่อียิปต์ แต่วันนี้ผลกระทบมาถึงไทยแบบไม่รู้ตัว หรืออย่างอินโดนีเซียเข้มงวดแบงก์พาณิชย์ แต่มากระทบตลาดทุนไทย บางทีเชื่อมโยงโดยไม่มีเหตุผล เราก็ไม่รู้จะแก้ยังไง ดังนั้น ต้องเผื่อการแก้ปัญหาไว้เรื่อยๆ เพราะเขาชกใต้เข็มขัด เราก็แก้ไม่ได้คาดไม่ถึง เป็นเรื่องน่ากลัวมาก”

นอกจากนี้ ยังต้องการให้กระทรวงพาณิชย์เน้นในเรื่องที่เราได้เปรียบมาก โดยเฉพาะการผลิต การค้า และการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้ไทยอยู่รอดได้ด้วยสินค้าเกษตร เพราะมีสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร ซึ่งพืชที่เป็นอาหารก็เป็นทั้งพืชพลังงานทดแทนและไม่ใช่พลังงาน จึงยังมีช่องว่างจะขยายเพิ่มมูลค่าได้อีกมหาศาล ขณะเดียวกัน ความอยู่รอดของไทยเรื่องที่ 2 คือ การท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวไทยปีละ24 ล้านคน หรือเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านคน ทำให้มีการบริโภคมโหฬาร และคนพวกนี้จะช่วยเรื่องการส่งออกได้ เพราะเห็นสินค้าไทยก็กลับไปโปรโมตที่ประเทศเขา กระทรวงพาณิชย์ต้องจับมือกับกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา และการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) ผลักดันการค้า เพราะนักท่องเที่ยว 24 ล้านคน สามารถเป็นมาร์เก็ตติ้ง อาร์มให้ไทยได้

ถาม “แบรนด์ไฮเทค” ไทยมีอะไรบ้าง

ด้านนายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแนวโน้มของโลกขณะนี้มุ่งไปทางสังคมผู้สูงอายุ การผลิตและการค้าสินค้าสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมและมีมูลค่าเพิ่ม ถ้าธุรกิจใดไปตามแนวทางนี้จะอยู่รอด ถ้าไม่ใช่ก็อาจตายได้ ซึ่งธุรกิจของเอสซีจีดำเนินการตามแนวทางนี้มาโดยตลอด

“ก้าวต่อไปของโลกจะแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เราต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ให้พร้อม ต้องเปลี่ยนตัวเอง ผลิตสินค้าไปตามแนวทางของโลก สร้างตราสินค้าของตนเองให้มีมูลค่าเพิ่ม และทำให้ชาวโลกได้รู้จัก อย่างไต้หวัน มีเอเซอร์ (Acer) เกาหลีใต้มีเยอะมากแต่ไทยยังไม่มีอะไรเลย เราพ้นจากประเทศที่ใช้แรงงานเข้มข้นมาแล้ว ต่อไปจะใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคน ดังนั้น ต้องมีการทำวิจัยและพัฒนา มีอินโนเวชันมากๆ มองว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทต้องเกิดเพราะโครงสร้างพื้นฐานของไทยขณะนี้ล้าหลังมาก ที่สำคัญไทยต้องสร้างแบรนด์ของตัวเอง เมื่อชาวต่างชาติพูดถึงประเทศไทยต้องทำให้เขารู้สึกอยากมาเมืองไทย อยากใช้ของไทย สินค้าไทยก็ต้องมีคุณภาพดีด้วย”.

June 3, 2016

อุทธรณ์ยืน ให้อดีต ผจก.แบงก์ชดใช้สาวพิการ 20 ล.-คดีอาญา 4 ปียังไม่ฟ้อง

Published Post author

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้อดีตผจก.แบงก์ดัง ชดใช้เงินให้กับ ‘น.ส.เอื้อมบุญ’ สาวพิการ 20 ล้านพร้อมดอกเบี้ย หลังผู้เสียหายขายที่ดินย่านสุขุมวิทได้กว่า 100 ล้านเพื่อทำโกดังเก็บกล่องพัสดุราคาถูก ให้เอาไปฝากแล้วเงินหายจากบัญชี ส่วนคดีอาญาแจ้งกองปราบฯ 4 ปียังไม่ฟ้อง

วันที่ 26 พ.ค.59 ศาลแพ่ง ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นางสาวเอื้อมบุญ จันทร์สมา อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นบุคคลทุพพลภาพ ยื่นฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และนายถนอมศักดิ์ ชลิตังกูล อดีตผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพระรามสี่ ฐานผิดสัญญาเงินฝาก และละเมิดเรียกค่าเสียหาย กว่า 127 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายถนอมศักดิ์ ชดใช้เงินคืน นางสาวเอื้อมบุญ ผู้เสียหาย 20 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง 28 กันยายน 2555 และให้จ่ายค่าทนายความแทนโจทก์ 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

ด้าน นายวันชัย ศรีสันติธรรม ทนายความของนางสาวเอื้อมบุญ ระบุว่าในส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ถอนฟ้องไปแล้วเนื่องจากมีการเยียวยาผู้เสียหาย และตามกฎหมายพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนถือว่าคดีสิ้นสุด แต่หากจำเลยจะยื่นฎีกา ต้องให้ผู้พิพากษาเซ็นอนุญาตฎีกา

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจาก นางสาวเอื้อมบุญ ได้ขายที่ดินย่านสุขุมวิท เมื่อปี 2550 ในราคากว่าร้อยล้านบาท โดยมอบอำนาจให้นายถนอมศักดิ์ อดีตผู้จัดการธนาคารเป็นผู้นำเงินไปฝาก เนื่องจากไว้วางใจและนางสาวเอื้อมบุญ รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ก่อนมาทราบภายหลังเมื่อปี 2555 ว่าเงินหายไปจากบัญชี จึงเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม พบว่าน่าจะมีนักธุรกิจด้านบันเทิง เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผ่านมากว่า 4 ปี คดีไม่มีความคืบหน้า และตำรวจระบุว่า อยู่ระหว่างสอบพยานเพิ่มเติม ซึ่งคดีอาญาเหลืออายุความเพียง 1 ปี

ส่วน นายถนอมศักดิ์ จำเลย ทราบว่า ที่ผ่านมา เปลี่ยนชื่อเป็นนายวรเศรษฐ์ ภาณุพงศ์สิน และถูกจำคุก 3 ปี 6 เดือนในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว โดยธนาคารไทยพาณิชย์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในกรณีเดียวกันนี้ ใกล้ครบกำหนดปล่อยตัวเดือนกรกฎาคมนี้ ทางโจทก์จึงอยากให้ตำรวจเร่งดำเนินคดี เพื่อจะได้อายัดตัวต่อไป

ขณะที่ นางสาวเอื้อมบุญ กล่าวว่า มีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อรักษาอาการป่วยของตัวเอง ทั้งโรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง พร้อมฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอความเป็นธรรมในคดีอาญา ที่กองปราบปรามอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากคดีล่าช้า.

May 26, 2016

กระบะขนเมียนมา ชนต้นไม้ที่ตาก คนขับดับ-เจ็บ 13 ราย

Published Post author

กระบะขนแรงงานเมียนมา จากกรุงเทพฯ ส่งชายแดนแม่สอด เสียหลักชนต้นไม้ บนถนนสายตาก-วังเจ้าสายเก่า คนขับดับ เจ็บอีก 13 ในจำนวนนี้ สาหัส 6 คาดหลับใน เร่งสอบ …

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 พ.ค.2559 ร.ต.อ.จิตติพงศ์ จินาเคียน ร้อยเวร สภ.เมืองตาก จ.ตาก รับแจ้งอุบัติเหตุที่ ถนนสายตาก-วังเจ้าสายเก่า หลัก กม. 8-9 บ้านท่าไม้แดง หมู่ 13 ต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก จึงรุดไปสอบสวนพร้อมด้วย แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ หน่วยกู้ภัย อบจ.ตาก หน่วยกู้ภัยมูลนิธิตากร่วมใจสงเคราะห์ และหน่วยกู้ภัยระแหง


เจ้าหน้าที่เร่งช่วยผู้บาดเจ็บ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ โตโยต้าไฮลักซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 1ฒช 4297 กรุงเทพมหานคร ด้านหลังกระบะมีผ้าใบสีดำคุมมิดชิด สภาพด้านหน้าพังยับเยินล้อหน้าด้านขวาหลุด พบคนขับเป็นชายไม่ทราบชื่อ เสียชีวิตคาที่นั่งด้านคนขับ พบผู้บาดเจ็บกระเด็นกระจัดกระจายเต็มถนน เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดเอาร่างผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บออกจากซากรถ รวมมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เจ็บสาหัส 6 ราย และ บาดเจ็บไม่สาหัส 7 ราย เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


จนท.นำเครื่องตัดถ่าง ช่วยผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต ออกจากซากรถ

สอบสวนทราบว่า รถกระบะดังกล่าวบรรทุกแรงงานชาวเมียนมา ชาย หญิงจำนวน 13 คน จากโรงงานกล่องไปรษณีย์มุ่งหน้ามาจากกรุงเทพฯ เพื่อไปส่งที่ชายแดนอำเภอ แม่สอด จังหวัดตาก โดยใช้เส้นทางตาก-วังเจ้าสายเก่า เพื่อเลี่ยงด่านตรวจต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยขับมาด้วยความเร็วสูง มาถึงที่เกิดเหตุ เกิดหลับใน ทำให้ชนต้นไม้ข้างทาง ล้อหลุดติดกับต้นไม้ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เบื้องต้น ไม่พบรอยเบรกที่ถนน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

May 18, 2016

มิเตอร์ไฟระเบิด เผาวอด อาคาร 4 ชั้น รถจักรยาน กว่า 100 คัน เสียหาย

Published Post author

มิเตอร์ไฟระเบิดภายในอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ย่านปากเกร็ด รถจักรยานกว่า 100 คัน ได้รับความเสียหาย ไฟลุกลามทั่วตึก ทรัพย์สินอื่นๆ เสียหายด้วย จนท.ระดมฉีดน้ำนานกว่า 3 ชม. เพลิงจึงสงบ พบเป็นที่เก็บจยย.ของร้านเลิกกิจการนานกว่า 10 ปี

เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 9 พ.ค. ร.ต.อ.จรยุทธ บุญทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ เลขที่ 118/50 หมู่ 5 ใกล้ห้าแยกปากเกร็ด ถนนแจ้งวัฒนะ ต.ปากเกร็ด ไปสอบสวนพร้อมด้วย พ.ต.ท.ยศวิน เอี่ยมพุ่ม รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด ในที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น พบรถดับเพลิงของเทศบาลนครปากเกร็ด จำนวน 6 คัน เจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำดับไฟที่กำลังโหมไหม้ข้าวของและรถจักรยานกว่า 100 คัน ที่เก็บไว้ในตัวอาคารทั้ง 4 ชั้น อย่างรุนแรงได้รับความเสียหายทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

ไฟไหม้นานกว่า 3 ชั่วโมงเผาจักรยานที่เก็บไว้ในชั้น 2-4 กว่า 100 คัน

รถดับเพลิงของเทศบาลนครปากเกร็ด ระดมฉีดน้ำดับไฟ

จากการสอบปากคำนายอดิศร ลีลาเจริญทรัพย์ อายุ 27 ปี ให้การว่าก่อนหน้านี้ได้เปิดทำธุรกิจขายรถจักรยานและได้เลิกกิจการมานานกว่า 10 ปี โดยรถจักรยานที่ขายไม่หมดได้เก็บไว้กว่า 100 คัน ก่อนเกิดเหตุขณะที่นอนพักผ่อนอยู่ที่ชั้นล่าง จู่ๆ ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากบริเวณด้านหน้าอาคารจึงรีบลงมาดู พบว่าเป็นมิเตอร์ไฟฟ้าระเบิดเกิดประกายไฟลุกไหม้ไปติดข้าวของที่วางไว้ด้านหน้า จนลุกลามเข้ามาติดข้าวของภายในอาคารอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.จึงควบคุมเพลิงไว้ได้

จากนั้นจึงรีบเข้าไปเรียกผู้ที่พักอยู่ด้วยกันอีก 4 คน หนีรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย พบบาดแผลไฟลวกเล็กน้อยตนรีบนำเจลว่านหางจระเข้มาทาเพื่อบรรเทาอาการแสบร้อน หลังเพลิงสงบทางเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่ารถจักรยานที่เก็บไว้ที่ชั้น 2 ถึงชั้น 4 และข้าวของถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ฮง 2896 กทม. ที่จอดไว้บริเวณชั้นล่างถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายไปด้วย.

May 9, 2016

แม่หลั่งน้ำตา! ความช่วยเหลือหลั่งไหล ลูกป่วยเนื้องอกสมอง-มะเร็งกระดูก

Published Post author

แม่ดีใจทั้งน้ำตา! ขอบคุณผู้ใหญ่ใจบุญที่ช่วยส่งสิ่งของใส่กล่องพัสดุ พร้อมเงินสด เข้าช่วยเหลือลูกชายวัย 7 ขวบ ที่ จ.น่าน ซึ่งป่วยเป็นเนื้องอกในสมองตั้งแต่เกิด ทั้งยังเป็นมะเร็งในกระดูกมานานกว่า 2 ปี

หลังจากที่ผู้สื่อข่าวได้ตีแผ่ข่าวทาง นสพ.ไทยรัฐ / ไทยรัฐออนไลน์ /ไทยรัฐทีวี ลงไปเมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา ในการที่วอนผู้ใหญ่ใจบุญช่วยเหลือ ด.ช.วรวิทย์ อินปา หรือ น้องเฟิร์ท อายุ 7 ปี ที่ป่วยเป็นเนื้องอกในสมองตั้งแต่เกิด และล่าสุดเป็นมะเร็งในกระดูก มานานกว่า 2 ปี แล้ว น้องเฟิร์ท รู้สึกตัวทุกอย่างแต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ได้แต่พยักหน้า และกะพริบตา แต่ทางบ้านมีฐานะยากจน ผู้เป็นแม่ ไม่สามารถออกไปทำงานช่วยเหลือครอบครัวได้ ต้องดูแลน้องเฟิร์ท ต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ และต้องดูอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

จากนั้น ก็ได้มีผู้ใจบุญทั่วสารทิศได้หลั่งไหลแสดงถึงความที่ เป็นคนไทยไม่ทิ้งกันในยามที่ตกทุกข์ได้ยาก จึงได้มีการส่งสิ่งของที่จำเป็นให้กับน้องเฟิร์ท พร้อมทั้งโอนเงินมาให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือครอบครัวของน้องเฟิร์ท ผ่านผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำจังหวัดน่าน เป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 2 มี.ค 59 พ.อ.เศรษฐพล เกตุเต็ม เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 38 พร้อม จนท.รพ.ค่ายสุริยะพงษ์ พร้อม จนท.ตร.ภจว.น่าน, ตร.สภ.งอบ, จนท.ทหาร มณทลทหารบกที่ 38 จำนวนหนึ่ง ได้นำสิ่งของที่มีผู้ใจบุญได้ส่งผ่านมาทางไปรษณีย์ มายังสำนักงานไทยรัฐประจำจังหวัดน่าน พร้อมเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง เข้าไปมอบให้กับ นางกรรนิกา อินปิง อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 42 หมู่ 11 บ้านมณีพฤกษ์ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน มารดาของน้องเฟิร์ท นอกจากนี้ ทาง จนท.รพ.ค่ายสุริยะพงษ์ ได้ทำการตรวจสุขภาพของน้องเฟิร์ท พร้อมทั้งบอกว่า น้องเฟิร์ท มีหน้าตาที่สดใส มีการตอบสนองได้ดี เวลาพูดคุยน้องเฟิร์ท ก็จะพยายามยักคิ้ว เป็นการตอบสนอง


พ.อ.เศรษฐพล เกตุเต็ม เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 38 พร้อม จนท.รพ.ค่ายสุริยะพงษ์ นำส่ิ่งของ พร้อมมอบเงิน ช่วยเหลือ น้อง อายุ 7ขวบ ที่กำลังป่วยถึงบ้าน

ด้านนางกรรนิกา อินปิง ผู้เป็นแม่ของน้องเฟิร์ท ได้กล่าวทั้งน้ำตา ว่า ดีใจ และขอบคุณผู้ที่มีใจบุญทุกท่านที่ได้ส่งสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิต ประจำวัน ของทั้งเงินสดที่ส่งมาให้น้องเฟิร์ท และตอนนี้เริ่มมีกำลังใจที่จะต่อสู้โรคร้ายไปกับลูก เพราะผู้เป็นแม่เห็นลูกเจ็บแม่ก็ต้องเจ็บเป็นกว่าหลายเท่า

ด้าน พ.อ.เศรษฐพล เกตุเต็ม เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 38 ได้กล่าวว่า ในการเข้ามาช่วยเหลือน้องเฟิร์ท หลังจากที่ออกสื่อฯไปนั้น เป็นการสื่อให้เห็นถึงการที่คนไทยไม่ทิ้งกัน และต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจบุญทุกท่าน ที่ได้ส่งสิ่งของมาในครั้งนี้ และทาง จนท.มณฑลทหารบกที่ 38 จะมีการนำ จนท.รพ.ค่ายสุริยะพงษ์ ไปตรวจสุขภาพน้องเฟิร์ท ทุกเดือน

ทั้งนี้ หากผู้มีจิตเมตตาต้องการช่วยเหลือ น้องเฟิร์ท ก็จะขอเป็น แพมเพิร์ส-ลำสี-แป้งฝุ่น-กระดาษทิชชู เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่น้องเฟิร์ทต้องใช้ หรือ สามารถส่งเงินช่วยเหลือไปที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาน่าน ชื่อบัญชี ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส หมายเลข 507-3-06065-2 หรือ สามารถ ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 08-9429-6555

March 3, 2016

ล่าโจร บุกยกเค้า บ้านผู้บริหาร ‘เอไอเอ’ สูญ 1 ล้าน

Published Post author

ล่าโจรลักษณะคล้ายคนงาน บุกยกเค้าบ้านผู้บริหารเอไอเอ ย่านฝั่งธนบุรี สูญทรัพย์สินประมาณ 1 ล้านบาท เผย อาศัยช่วงเจ้าของบ้านไม่อยู่ พาลูก-เมียไปกินข้าวเย็น จึงแอบลงมือ เพื่อนบ้านรับเห็นชายมีพิรุธคล้ายคนงานก่อสร้าง

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 26 ก.พ. พ.ต.ท.วิทยา สุดสาคร รอง ผกก.(สอบสวน) สน.หลักสอง รับแจ้งเหตุลักทรัพย์บ้านเลขที่ 66/124 หมู่บ้านนิศาชล ซอยบางแวก 79 แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม.จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.ชัยพันธุ์ เพ็ชรสดศิลป์ รอง ผกก.สส.สน.หลักสอง เจ้าหน้าที่สายตรวจ และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน

ที่เกิดเหตุ เป็นบ้านทาวน์เฮาส์สูง 3 ชั้น ปลูกในรั้วรอบขอบชิด บนเนื้อที่ประมาณ 27 ตารางวา เจ้าหน้าที่พบ นายไพฑูรย์ บุญศิริไพบูลย์ อายุ 44 ปี เจ้าของบ้าน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการอาวุโส บมจ.เอไอเอ ยืนรอให้การด้วยอาการตระหนก โดยนำตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐาน เดินสำรวจความเสียหายภายในบ้าน พบว่าห้องโถงชั้นล่างโดนรื้อค้นทรัพย์สินตามลิ้นชักเล็กน้อย ส่วนห้องนอนบนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจาย โดยเฉพาะตู้เซฟในห้องนอนเจ้าของบ้านชั้นที่ 3 ถูกคนร้ายใช้อุปกรณ์ทุบทำลายจนสามารถนำทรัพย์สินออกไปได้ทั้งหมด เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมรอยนิ้วมือแฝงที่พบเอาไว้นำไปเปรียบเทียบกับ ประวัติอาชญากร เพื่อตามล่าหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

จากการสอบสวน นายไพฑูรย์ ให้การว่า บ้านหลังนี้มีตน ภรรยาซึ่งทำงานเป็นผู้บริหารอยู่บริษัทเดียวกัน และลูกชาย อีก 2 คน พักอาศัยอยู่รวมกันทั้งสิ้น 4 คน ตามปกติวันจันทร์ถึงศุกร์ จะพากันออกจากบ้านตั้งแต่ 05.30 น. โดยตนจะขับรถไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียนแล้วเลยไปทำงานกับภรรยา ที่ออฟฟิศย่านสาทร จากนั้นลูกๆ ก็จะนั่งรถโรงเรียนกลับมา ส่วนตนและภรรยาจะพากันขับรถกลับมาถึงบ้านในช่วงเย็นไม่เกิน 18.00 น. เป็นกิจวัตรประจำวัน แต่วันนี้ ตนพร้อมภรรยาขับรถไปรับลูกๆ ที่โรงเรียน เพื่อพากันไปกินข้าวเย็นที่ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค กลับมาถึงบ้าน ประมาณ 21.00 น. ก็พบประตูรั้วหน้าบ้านยังปิดล็อกอย่างดี แต่เกิดสิ่งผิดปกติขึ้นภายในบ้านหลายอย่าง

สิ่งแรกคือ ราวตากผ้าและเก้าอี้หน้าบ้าน ตรงจุดจอดรถถูกเคลื่อนย้าย ประตูทางเข้าออกห้องโถงชั้นล่างก็ถูกงัดจนเปิดออก ทั้งๆ ที่ตนจะปิดล็อกลูกบิดอย่างดีก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เมื่อพากันเดินเข้ามาสำรวจในตัวบ้านก็พบว่า ทรัพย์สินถูกรื้อกระจัดกระจาย โดยเฉพาะห้องนอนลูกๆ บนชั้นที่ 2 และห้องนอนตนกับภรรยาบนชั้นที่ 3 โดนคนร้ายรื้อเอาทรัพย์สินมีค่าไปจนเกลี้ยง ประกอบด้วย เงินแต๊ะเอียลูกๆ ที่ผู้ใหญ่ให้มาตอนตรุษจีน จำนวน 100,000 บาท นาฬิกาโรเล็กซ์ รุ่นยอร์ค 1 เรือน จี้ล้อมเพชรรูปเจ้าแม่กวนอิม จี้ล้อมเพชรรูปพระพิฆเนศวร แหวนเพชร 3 วง สร้อยทอง 3 เส้น น้ำหนักรวม 5 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 1,000,000 บาท

“จากการสอบถามเพื่อนบ้านข้างเคียงได้ความว่า คนร้ายน่าจะมาก่อเหตุในช่วง 13.00 น. ถึง 19.00 น. โดยเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เห็นชายต้องสงสัยรูปพรรณคล้ายคนงานก่อสร้างที่กำลังสร้างโรงงานกล่องไปรษณีย์ มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ตัวบ้าน เป็นชายวัยรุ่นอายุราว 20-25 ปี รูปร่างผอมสูง ผิวดำ ไว้ผมแสกกลาง สวมเสื้อยืดแขนยาวสีฟ้า ที่หน้าอกมีสกรีนตัวอักษรสีขาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ จากนั้นก็ไม่มีใครเห็นชายดังกล่าวอีกเลย” นายไพฑูรย์ กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.ชัยพันธุ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนเร่งแกะรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิดที่ติด ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงแล้ว โดยจะเชิญตัวเพื่อนบ้านไปสอบปากคำ เพื่อยืนยันรูปพรรณบุคคลต้องสงสัยอีกครั้ง ก่อนเดินทางไปตรวจสอบตามไซต์งานก่อสร้างในพื้นที่ เพื่อหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.

February 27, 2016